Main navigation

บัณฑิตย่อมฝึกตน

ว่าด้วย
บัณฑิตสามเณร
เหตุการณ์
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภบัณฑิตสามเณร

ในอดีตกาล พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า กัสสป มีพระขีณาสพ ๒ หมื่นรูปเป็นบริวาร ได้เสด็จไปสู่กรุงพาราณสี มนุษย์ทั้งหลายได้ถวายอาคันตุกทาน

วันหนึ่ง ในกาลเป็นที่เสร็จภัตกิจ พระศาสดาได้ทรงทำอนุโมทนาอย่างนี้ว่า

อุบาสกอุบาสิกาทั้งหลาย คนบางคนในโลกนี้คิดว่า เราให้ของ ๆ ตนเท่านั้นควร ประโยชน์อะไรด้วยการชักชวนคนอื่น ดังนี้แล้ว จึงให้ทานด้วยตนเท่านั้น ไม่ชักชวนผู้อื่น เขาย่อมได้โภคสมบัติ ไม่ได้บริวารสมบัติในที่ ๆ ตนเกิดแล้ว

บางคนชักชวนผู้อื่น ไม่ให้ด้วยตน เขาย่อมได้บริวารสมบัติไม่ได้โภคสมบัติ ในที่ ๆ ตนเกิดแล้ว

บางคนทั้งไม่ให้ด้วยตน ทั้งไม่ชักชวนผู้อื่น เขาย่อมไม่ได้โภคสมบัติ ไม่ได้บริวารสมบัติ เป็นคนกินเดนเป็นอยู่ในที่ ๆ ตนเกิดแล้ว

บางคนทั้งให้ด้วยตน ทั้งชักชวนผู้อื่น เขาย่อมได้ทั้งโภคสมบัติ ทั้งบริวารสมบัติ ในที่ ๆ ตนเกิดแล้ว

ชายบัณฑิตผู้หนึ่งยืนอยู่ในที่ใกล้ ได้ฟังอนุโมทนากถานั้น แล้วคิดว่า เราจักทำอย่างที่สมบัติทั้งสองจักมีแก่เรา แล้วถวายบังคมพระศาสดา กราบทูลขอพระองค์โปรดรับภิกษาในวันพรุ่งนี้ พร้อมภิกษุทั้งหมด จำนวน ๒ หมื่นรูป

พระศาสดาทรงรับนิมนต์แล้ว เขาเข้าไปในหมู่บ้าน เดินบอกบุญว่า ได้นิมนต์ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขเพื่อรับภิกษา ท่านทั้งหลายจงถวายแก่ภิกษุเท่าจำนวนที่สามารถถวายได้ ชนทั้งหลายกำหนดกำลังของตน ๆ แล้ว แจ้งจำนวนจักถวาย ๑๐ รูปบ้าง  ๒๐ รูปบ้าง ๑๐๐ รูปบ้าง ๕๐๐ รูปบ้าง เขาได้จดคำของคนทั้งหมดลงไว้ในบัญชีตั้งแต่ต้นมา

ในกรุงนั้นมีชายชื่อว่า มหาทุคตะ เป็นผู้ยากจนยิ่งนัก ชายบัณฑิตนั้นเห็นเขา ได้ชักชวนเขาเช่นกัน ว่าเขาจักเลี้ยงภิกษุสักรูปไหม

มหาทุคตะกล่าวว่า ชื่อว่าความต้องการภิกษุ เป็นของคนมีทรัพย์ ส่วนเขาแม้สักว่าข้าวสารทะนานหนึ่ง เพื่อหุงต้มในวันพรุ่งนี้ ก็ยังไม่มี เขาทำงานรับจ้างเลี้ยงชีพ จะต้องการอะไรด้วยภิกษุ

ชายบัณฑิตก็ไม่นิ่งเฉย กล่าวว่า คนเป็นอันมากในเมืองนี้ บริโภคโภชนะอย่างดี นุ่งผ้าเนื้อละเอียด แต่งตัวด้วยเครื่องอาภรณ์ต่าง ๆ นอนบนที่นอนอันสง่างาม ย่อมเสวยสมบัติกัน ส่วนเขาทำงานรับจ้างตลอดวัน ยังไม่ได้อาหารแม้พอเต็มท้อง แม้เมื่อเป็นเช่นนี้ เขายังไม่รู้สึกว่าเราไม่ได้อะไร ๆ เพราะไม่ได้ทำบุญอะไร ๆ ไว้แม้ในกาลก่อน และเขาก็ยังเป็นหนุ่ม มีเรี่ยวแรงสมบูรณ์ แม้ทำงานจ้างแล้ว ให้ทานตามกำลัง จะไม่ควรหรือ

เมื่อชายบัณฑิตกล่าวอยู่ มหาทุคตะถึงความสลดใจ พูดว่า คุณจงลงบัญชีภิกษุให้ผมบ้างสักรูปหนึ่ง ผมจักทำงานจ้างอะไรสักอย่างแล้ว จักถวายภิกษาแก่ภิกษุรูปหนึ่ง

ชายบัณฑิต คิดว่า ภิกษุรูปเดียวจะจดลงในบัญชีทำไม จึงไม่จดไว้

ฝ่ายมหาทุคตะไปเรือนแล้ว ได้พูดกะภรรยาว่า พรุ่งนี้ชาวเมืองเขาจัดภัตเพื่อพระสงฆ์ แม้เขาก็ถูกผู้ชักชวน พวกตนจักถวายภิกษาแก่ภิกษุรูปหนึ่ง พรุ่งนี้

ภรรยาของเขาไม่พูดเลยว่าพวกตนเป็นคนจน รับคำเขาทำไม กล่าวว่า เขาทำดีแล้ว เมื่อก่อนเราไม่ให้อะไร ๆ ชาตินี้จึงเกิดเป็นคนยากจน เราทั้งสองคนทำงานจ้างแล้ว จักถวายแก่ภิกษุรูปหนึ่ง

ทั้งสองคนได้ออกไปสู่ที่สำนักงานจ้าง เพื่อขอทำงานจ้างอะไรก็ได้ มหาเศรษฐีได้ให้มหาทุคตะมาผ่าฟืน เพราะพรุ่งนี้ท่านจักเลี้ยงภิกษุ ๒-๓ ร้อย แล้วก็ให้คนหยิบมีดและขวานมาให้ มหาทุคตะถึงความอุตสาหะ วางมีด คว้าขวาน ทิ้งขวานฉวยมีด ผ่าฟืนไป

เศรษฐีพูดกะเขาว่า วันนี้ เธอขยันทำงานเหลือเกิน มหาทุคตะจึงบอกว่า ทำงานจ้างแล้วจักเลี้ยงภิกษุสักรูปหนึ่ง เศรษฐีฟังแล้วมีใจเลื่อมใสว่ามหาทุคตะนี้ทำกรรมที่ทำได้ยาก

ฝ่ายภรรยาของมหาทุคตะก็ทำงานอะไรก็ได้เช่นกัน ภรรยาเศรษฐีจึงให้ไปโรงกระเดื่อง แล้วมอบเครื่องมือมีกระด้งและสากให้ นางยินดีร่าเริง ทั้งตำและฝัดข้าวเหมือนจะรำละคร เพราะทำงานจ้างนี้แล้ว จักเลี้ยงภิกษุสักรูปหนึ่ง ภรรยาเศรษฐีจึงเลื่อมใสว่านางนี้ทำกรรมที่ทำได้ยาก

ในเวลาที่มหาทุคตะผ่าฟืนเสร็จ เศรษฐีสั่งให้ข้าวสาลี ๔ ทะนาน เป็นค่าจ้างของเขา แล้วสั่งให้อีก ๔ ทะนาน เป็นส่วนที่เพิ่มให้ เพราะความยินดีแก่เขา ฝ่ายภรรยาเศรษฐีสั่งให้จ่ายเนยใสขวดหนึ่ง นมส้มกระปุกหนึ่ง เครื่องเทศหนึ่ง และข้าวสารสาลีแก่นาง เขาทั้งสองได้มีข้าวสารรวม ๙ ทะนาน

ทั้งสามีภรรยายินดีร่าเริงว่าเราได้ไทยธรรมแล้ว ลุกขึ้นแต่เช้าตรู่ ภรรยาให้มหาทุคตะไปหาผักมา มหาทุคตะไม่เห็นผักในร้านตลาด จึงไปฝั่งแม่น้ำ มีใจร่าเริงว่าจักได้ถวายโภชนะแก่พระผู้เป็นเจ้า ร้องเพลงพลาง เลือกเก็บผักพลาง ชาวประมงยืนทอดแหใหญ่อยู่ รู้ว่าเป็นเสียงของมหาทุคตะ จึงเรียกเขามาถามถึง ความที่จิตยินดีเหลือเกิน ร้องเพลงอยู่

ชาวประมงจึงกล่าวว่าภิกษุที่ฉันผักจะอิ่มเหรอ จึงให้เขาถือเอาปลาเหล่านี้ ร้อยให้เป็นพวง มีราคาบาทหนึ่งบ้าง กึ่งบาทบ้าง กหาปณะหนึ่งบ้าง นำไปขาย ส่วนชาวเมืองก็ซื้อปลาที่มหาทุคตะร้อยไว้ เพื่อประโยชน์แก่ภิกษุที่ตนนิมนต์แล้ว

เมื่อเขากำลังร้อยปลาอยู่ ก็ถึงเวลาภิกขาจาร เขาจึงบอกชาวประมงว่า จักต้องไปแล้ว นี้เป็นเวลาที่ภิกษุมา ชาวประมงรู้ว่าพวงปลาที่เขาร้อยไว้ขายหมดแล้ว จึงได้ให้ปลาตะเพียน ๔ ตัว ที่ได้หมกทรายไว้เพื่อตนเอง ให้นำไปเลี้ยงภิกษุ

ก็วันนั้น พระศาสดาทรงตรวจดูสัตว์โลกในเวลาใกล้รุ่ง ทรงเห็นมหาทุคตะเข้าไปภายในข่ายคือพระญาณของพระองค์ ทรงรำพึงว่าจักมีเหตุอะไรหนอ

พระองค์ทรงดำริว่ามหาทุคตะคิดว่าจักเลี้ยงภิกษุรูปหนึ่ง จึงได้ทำงานรับจ้างกับภรรยาแล้วในวันวาน เขาจักได้ภิกษุรูปไหนหนอ จึงทรงใคร่ครวญว่า คนทั้งหลายจักพาภิกษุไปตามชื่อที่จดไว้ในบัญชีแล้ว ให้นั่งในเรือนของตน ๆ เว้นเราเสียแล้ว มหาทุคตะจักไม่ได้ภิกษุอื่น

แม้เมื่อมหาทุคตะกำลังถือปลาเข้าไปสู่เรือน บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ของท้าวสักกะแสดงอาการร้อน ท้าวเธอทรงพิจารณาว่าเหตุอะไรกันหนอ จึงได้ทราบความนั้น และทรงทราบว่า ภิกษุอื่นไม่มีสำหรับเขา แต่พระศาสดาประทับนั่งในพระคันธกุฎีนั่นเอง ด้วยตั้งพระทัยว่าจักสงเคราะห์มหาทุคตะ

มหาทุคตะพึงถวายข้าวต้มข้าวสวย และมีผักเป็นกับอย่างที่ตัวบริโภคเองแด่พระตถาคต ถ้ากระไร พระองค์ควรไปยังเรือนของมหาทุคตะ ทำหน้าที่เป็นพ่อครัว

ดังนี้แล้ว จึงทรงจำแลงเพศมิให้ใครรู้จัก เสด็จไปที่ใกล้เรือนของมหาทุคตะ แล้วตรัสถามว่า ใคร ๆ มีงานจ้างอะไรบ้าง เป็นผู้รู้วิชาการทุกอย่าง ชื่อว่าวิชาการสิ่งไรที่ไม่เข้าใจ ไม่มีเลย รู้แม้การปรุงข้าวต้ม ข้าวสวย เป็นต้น

มหาทุคตะบอกว่าเขาต้องการ แต่ยังไม่มีค่าจ้างจะให้ พวกเขาจะถวายภิกษาแก่ภิกษุรูปหนึ่ง ประสงค์จัดแจงข้าวต้มข้าวสวยถวายภิกษุนั้น ชายแปลงร่างได้บอกว่า เขาไม่ต้องการค่าจ้าง ขอให้บุญแก่เขา มหาทุคตะจึงได้กล่าวเชิญให้เข้ามา

ท้าวสักกะนั้นเสด็จเข้าไปในเรือนของมหาทุคตะแล้ว ให้นำข้าวสาร เป็นต้นมา แล้วกล่าวกะมหาทุคตะว่า จงนำภิกษุที่ถึงแก่ท่านมาเถิด

ฝ่ายผู้จัดการทานได้จัดภิกษุไปสู่เรือนของพวกชนเหล่านั้น ๆ ตามรายการที่จดไว้ในบัญชี ส่วนมหาทุคตะไปถึงยังสำนักของเขา และรู้ว่าผู้จัดการทานลืมภิกษุสำหรับเขาเสียแล้ว มหาทุคตะเป็นเหมือนถูกประหารที่ท้องด้วยหอกอันคม ประคองแขนร่ำไรว่าเหตุไร จึงให้ผมฉิบหายเสียเล่า  ผมพร้อมด้วยภรรยาทำงานจ้างตลอดวัน วันนี้ แต่เช้าตรู่ เที่ยวไปที่ฝั่งแม่น้ำเพื่อต้องการผัก แล้วจึงมา ขอท่านจงให้ภิกษุแก่ผมสักรูปหนึ่งเถิด

คนทั้งหลายประชุมกัน แล้วกล่าวกะบัณฑิตว่า ท่านจัดการภิกษุมีประมาณถึงเท่านี้ ไม่ได้ให้ภิกษุแก่มหาทุคตะนี้สักรูปหนึ่ง ทำกรรมหนักเสียแล้ว

บัณฑิตละอายใจด้วยคำพูดนั้น จึงพูดกะมหาทุคตะว่า อย่าให้ฉันฉิบหายเลย ฉันถึงความลำบากใหญ่ เพราะเหตุแห่งท่าน คนทั้งหลายนำภิกษุที่ถึงแก่ตน ๆ ไป ตามรายการที่จดไว้ในบัญชี ชื่อว่าคนผู้ซึ่งจะถอนภิกษุผู้ซึ่งนั่งในเรือนของตนให้ ไม่มี

ส่วนพระศาสดาสรงพระพักตร์แล้ว ประทับนั่งอยู่ในพระคันธกุฎีนั่นเอง พระเจ้าแผ่นดิน ยุพราช และคนใหญ่โต มีเสนาบดี เป็นต้น นั่งแลดูการเสด็จออกจากพระคันธกุฎีแห่งพระศาสดา คิดว่าจักรับบาตรของพระศาสดาไป

ธรรมดาพระพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมทรงทำอนุเคราะห์ในคนยากจน ท่านจงไปวิหาร กราบทูลพระศาสดาว่า ข้าพระองค์เป็นคนยากจน พระพุทธเจ้าข้า ขอพระองค์จงทรงทำความสงเคราะห์แก่ข้าพระองค์เถิด ถ้าท่านมีบุญ ท่านจักได้แน่

มหาทุคตะได้ไปสู่วิหาร ลำดับนั้น พระเจ้าแผ่นดินและยุพราช เป็นต้น ตรัสกะมหาทุคตะว่าไม่ใช่เวลาภัตของเจ้า เจ้ามาทำไม ด้วยเพราะเคยเห็นเขาโดยความเป็นคนกินเดนในวิหารในวันอื่น ๆ

มหาทุคตะกราบทูลว่า มาก็เพื่อถวายบังคมพระศาสดา แล้วซบศีรษะลงที่ธรณีพระคันธกุฎี ถวายบังคมด้วยเบญจางคประดิษฐ์ กราบทูลว่า ผู้ที่ยากจนกว่าตนในพระนครนี้ไม่มี ขอทรงเป็นที่พึ่งแก่ตนเถิด ขอทรงทำความสงเคราะห์แก่ตนเถิด

พระศาสดาทรงเปิดพระทวารพระคันธกุฎี ทรงนำบาตรมาประทานในมือของเขา เขาได้เป็นเหมือนบรรลุจักรพรรดิสิริ พระเจ้าแผ่นดินและยุพราช เป็นต้น ต่างทรงแลดูพระพักตร์กันและกัน

แท้จริง ใคร ๆ ชื่อว่าสามารถจะรับบาตรที่พระศาสดาประทานแก่มหาทุคตะด้วยอำนาจความเป็นใหญ่ หามีไม่ พระเจ้าแผ่นดินได้ตรัสแก่มหาทุคตะว่า จงให้บาตรของพระศาสดาแก่พวกเรา พวกเราจักให้ทรัพย์มีประมาณเท่านี้ คือ พันหนึ่งหรือแสนหนึ่งแก่ท่าน ท่านเป็นคนเข็ญใจ จงเอาทรัพย์เถิด ประโยชน์อะไรของท่านด้วยบาตรเล่า

มหาทุคตะทูลว่าเขาจักไม่ให้ใคร เขาไม่มีความต้องการทรัพย์ จักให้พระศาสดาเท่านั้นเสวย ชนทั้งหลายที่เหลืออ้อนวอนเขา ก็ไม่ได้บาตร จึงกลับไป

ฝ่ายพระเจ้าแผ่นดินทรงดำริว่ามหาทุคตะแม้ถูกเขาเล้าโลม ล่อด้วยทรัพย์ ก็ไม่ให้บาตรของพระศาสดาแก่ใคร ๆ เราไม่อาจจะรับบาตรที่พระศาสดาประทานแล้วด้วยพระองค์เองได้ อันไทยธรรมของมหาทุคตะนี้จักมีประมาณเท่าไร ในเวลามหาทุคตะนี้ถวายไทยธรรมเสร็จ เราจักนำพระศาสดาไปยังเรือน ถวายอาหารที่เขาจัดไว้สำหรับเรา แล้วได้ตามเสด็จไปพร้อมด้วยพระศาสดาทีเดียว

ฝ่ายท้าวสักกเทวราชจัดภัตมีข้าวต้ม ข้าวสวย และผัก เป็นต้น ปูอาสนะที่สมควรเป็นที่ประทับแห่งพระศาสดา แล้วประทับนั่ง มหาทุคตะนั้นนำพระศาสดาไปยังเรือน

ก็เรือนที่อยู่ของเขาต่ำ ผู้ที่ไม่ก้ม ไม่อาจเข้าไปได้ ก็แต่ธรรมดาพระพุทธเจ้าทั้งหลาย เมื่อเสด็จเข้าสู่เรือน ไม่ต้องก้มเสด็จเข้าไป เพราะว่าในเวลาเสด็จเข้าสู่เรือน แผ่นดินใหญ่ย่อมยุบลง หรือเรือนสูงขึ้น นี้เป็นผลแห่งทานที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายนั้นถวายไว้ดีแล้ว ในเวลาที่พระองค์เสด็จออกจากเรือนแล้ว ทุกอย่างได้เป็นปกติเหมือนเดิมอีก

เมื่อพระศาสดาประทับนั่งบนอาสนะที่ท้าวสักกะปูไว้แล้ว พระราชารับสั่งว่า ท่านไม่ให้บาตรของพระศาสดาแก่พวกเราผู้อ้อนวอนอยู่ พวกเราจะดูสักการะที่ท่านจัดถวายพระศาสดาเป็นเช่นไร

ลำดับนั้น ท้าวสักกะเปิดข้าวยาคูและภัตออกอวด กลิ่นเครื่องอบภัตเหล่านั้นได้ตลบทั่วพระนครพระราชาทรงตรวจดูข้าวยาคูแล้ว กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่าอาหารเห็นปานนี้ หม่อมฉันไม่เคยเห็นเลย เมื่อหม่อมฉันอยู่ในที่นี้ มหาทุคตะต้องลำบากเหลือเกิน หม่อมฉันจะกลับ พระราชาถวายบังคมพระศาสดา แล้วเสด็จหลีกไป

ฝ่ายท้าวสักกะถวายยาคู เป็นต้น ทรงอังคาสพระศาสดาโดยเคารพ แม้พระศาสดาทรงทำภัตกิจแล้ว ทรงทำอนุโมทนา เสด็จลุกจากอาสนะหลีกไป

ท้าวสักกะเสด็จกลับ ประทับยืนอยู่ที่ประตูเรือนของมหาทุคตะ ทรงแลดูอากาศแล้ว ฝนแก้ว ๗ ประการ ตกลงจากอากาศ เต็มภาชนะทั้งหมดในเรือนของเขา แล้วยังล้นไปทั่วเรือน ในเรือนของเขาไม่มีที่ว่าง เขาคิดว่าทานของตนให้ผลในวันนี้เอง แล้วเขาไปสู่พระราชสำนักให้พระราชาทรงถือเอาทรัพย์นั้นไป

พระราชาทรงดำริว่าน่าอัศจรรย์ ทานที่เขาถวายแด่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ถึงที่สุดวันนี้เอง แล้วพระราชทานเกวียนพันเล่ม เพื่อนำทรัพย์มา

พระราชาทรงส่งเกวียนพันเล่มไป นำทรัพย์นั้นมาเกลี่ยไว้ที่พระลานหลวง กองทรัพย์ได้เป็นกองสูงประมาณเท่าต้นตาล จึงรับสั่งให้ชาวเมืองประชุมกัน แล้วตรัสว่าในกรุงนี้ใครมีทรัพย์ถึงเท่านี้ไหม ชาวเมืองกราบทูลว่าไม่มี ควรตั้งเขาเป็นเศรษฐี

พระราชาทรงทำสักการะเป็นอันมากแก่เขา แล้วรับสั่งให้พระราชทานตำแหน่งเศรษฐี และให้ที่ของเศรษฐีคนหนึ่งในกาลก่อนแก่เขา ให้ถางพุ่มไม้ที่เกิดในที่นั้น แล้วปลูกเรือนอยู่

เมื่อเขาแผ้วถางที่นั้น ขุดพื้นที่ทำให้เรียบอยู่ หม้อทรัพย์ได้ผุดขึ้นยัดเยียดกันและกัน เขากราบทูลแด่พระราชา ท้าวเธอจึงรับสั่งว่าหม้อทรัพย์เกิดเพราะบุญของเขานั่นเอง เขานั่นแหละจงถือเอาเถิด

เขาได้ปลูกเรือนแล้ว ได้ถวายมหาทานแก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขตลอด ๗ วัน เขาบำเพ็ญบุญจนตลอดอายุ ได้ไปบังเกิดในเทวโลก เสวยทิพยสมบัติสิ้นพุทธันดรหนึ่ง

ในพุทธุปบาทกาลนี้ จุติจากนั้นแล้วถือปฏิสนธิในท้องธิดาคนโตในตระกูลอุปัฏฐากของพระสารีบุตรเถระ ในกรุงสาวัตถี

ครั้งนั้น มารดาบิดาของนางทราบความที่นางตั้งครรภ์ จึงได้ให้เครื่องบริหารครรภ์ นางเกิดแพ้ท้องขึ้น คิดว่า เราพึงถวายทานแก่ภิกษุ ๕๐๐ รูป ตั้งแต่พระธรรมเสนาบดี ด้วยรสปลาตะเพียนแล้ว นุ่งผ้าย้อมน้ำฝาด นั่งในที่สุดอาสนะ บริโภคภัตที่เป็นเดนของภิกษุเหล่านั้น

นางได้กระทำตามประสงค์ ความแพ้ท้องระงับไปแล้ว ต่อมาในงานมงคล ๗ ครั้งอื่นจากนั้น มารดาบิดาของนางเลี้ยงภิกษุ ๕๐๐ รูป มีพระธรรมเสนาบดีเถระเป็นประมุข ด้วยรสปลาตะเพียนเหมือนกัน นี้เป็นผลแห่งการถวายรสปลาตะเพียนที่ถวายในกาลที่เด็กนี้เป็นมหาทุคตะนั่นเอง

ในวันตั้งชื่อ มารดาของเด็กนั้นขอพระสารีบุตรให้สิกขาบททั้งหลายแก่เด็ก พระเถระได้ถามถึงชื่อ นางตอบว่าคนเงอะงะในเรือนนี้ แม้พวกพูดไม่ได้เรื่องก็กลับเป็นผู้ฉลาดตั้งแต่กาลที่เด็กนี้ถือปฏิสนธิในท้อง เพราะฉะนั้นบุตรของนางมีชื่อว่า บัณฑิต

ก็ตั้งแต่วันที่หนูบัณฑิตเกิดมา ความคิดเกิดขึ้นแก่มารดาว่า เราจักไม่ทำลายอัธยาศัยของบุตร และในเวลาที่เขามีอายุได้ ๗ ขวบ ได้กล่าวกะมารดาว่าจักบวชในสำนักพระสารีบุตรเถระ นางรับคำ แล้วจึงนิมนต์พระสารีบุตรเถระให้ฉัน แล้วกล่าวว่า ทาสของท่านอยากจะบวช ตนจักนำเด็กนี้ไปวิหารในเวลาเย็น แล้วให้ทำสักการะมากมาย พาหนูบัณฑิตนั้นไปสู่วิหาร ได้มอบถวายแก่พระเถระ

พระเถระบอกความที่การบวชเป็นกิจที่ทำได้ยากแล้ว เด็กนั้นรับรองว่าจักทำตามโอวาทของท่าน พระเถระชุบผมเด็กให้เปียก บอกตจปัญจกกัมมัฏฐาน ให้บวชแล้ว

มารดาบิดาของบัณฑิตสามเณรอยู่ในวิหาร ๗ วัน ถวายทานแก่ภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ด้วยรสปลาตะเพียนอย่างเดียว ในวันที่เจ็ด เวลาเย็นจึงได้ไปที่เรือน

ในวันที่แปด พระเถระให้สามเณรถือบาตรจีวร เข้าไปภายในเรือนพร้อมกับท่าน สามเณรเมื่อไปกับพระอุปัชฌาย์ ในระหว่างทางได้ผ่านเหมือง เห็นคนไขน้ำ เมื่อเดินต่อไป ได้เห็นช่างศร เมื่อเดินต่อไปก็เห็นช่างถาก เรียนถามพระอุปัชฌาย์ว่า น้ำ ลูกศร และไม้ มีจิตไหม พระอุปัชฌาย์บอกว่า ไม่มี

สามเณรนั้นคิดว่า ถ้าคนทั้งหลายไขน้ำซึ่งไม่มีจิต สู่ที่ ๆ ตนปรารถนาแล้ว ๆ ทำการงานได้ เหตุไฉนคนมีจิตแท้ ๆ จักไม่อาจทำจิตของตนให้เป็นไปในอำนาจ แล้วบำเพ็ญสมณธรรม

ถ้าคนทั้งหลายถือเอาลูกศรอันไม่มีจิตลนไฟแล้ว ดัดให้ตรงได้ เพราะเหตุไรคนมีจิตจึงจักไม่อาจทำจิตของตนให้เป็นไปในอำนาจ แล้วบำเพ็ญสมณธรรมเล่า

ถ้าคนทั้งหลายถือเอาท่อนไม้ที่ไม่มีจิต ทำเป็นล้อ เป็นต้นได้ เพราะเหตุไรคนผู้มีจิต จึงจักไม่อาจทำจิตของตนให้เป็นไปในอำนาจ แล้วบำเพ็ญสมณธรรมเล่า

จึงเรียนพระอุปัชฌาย์ว่าถ้าท่านถือบาตรและจีวรของท่านได้ กระผมจะกลับ

พระเถระจึงได้รับบาตรและจีวรของตนไว้

ฝ่ายสามเณรไหว้พระอุปัชฌาย์แล้ว เรียนว่า เมื่อจะนำอาหารด้วยรสปลาตะเพียนมาเพื่อตน แล้วกล่าวว่าถ้าไม่ได้ด้วยบุญของพระเถระ ก็จักได้ด้วยบุญของตน

ส่วนพระเถระวิตกว่า อันตรายจะพึงมีแก่สามเณรเล็ก ผู้นั่งข้างนอก จึงให้ลูกดาลห้องของท่านไป

สามเณรนั่งหยั่งความรู้ลงในกรัชกายของตนในห้องพระเถระ พิจารณาอัตภาพอยู่

ครั้งนั้น ที่ประทับนั่งของท้าวสักกะร้อนด้วยเดชแห่งคุณของสามเณร เมื่อใคร่ครวญ ทรงดำริได้ว่า บัณฑิตสามเณรถวายบาตรและจีวรแก่พระอุปัชฌาย์แล้วกลับ ด้วยตั้งใจว่าจักทำสมณธรรม แม้ท้าวสักกะก็ควรไปในที่นั้น

แล้วตรัสเรียกท้าวมหาราชทั้ง ๔ มา ตรัสว่าพวกท่านจงไปไล่นกที่บินจอแจอยู่ในป่าใกล้วิหารให้หนีไป แล้วยึดอารักขาไว้โดยรอบ ตรัสกะจันทเทพบุตรว่า ท่านจงฉุดรั้งมณฑลพระจันทร์ไว้ แล้วตรัสกะสุริยเทพบุตรว่า ท่านจงฉุดรั้งมณฑลพระอาทิตย์ไว้ ส่วนพระองค์เองได้เสด็จไปประทับยืนยึดอารักขาอยู่ที่สายยู

ในวิหารแม้เสียงแห่งใบไม้แก่ ก็มิได้มี จิตของสามเณรได้มีอารมณ์เป็นหนึ่งแล้ว เธอพิจารณาอัตภาพแล้ว บรรลุผล ๓ อย่าง ในระหว่างภัตนั้นเอง

ฝ่ายพระเถระคิดว่าสามเณรนั่งแล้วในวิหาร เราจะได้โภชนะที่สมประสงค์แก่สามเณรในสกุลชื่อโน้น จึงได้ไปสู่ตระกูลอุปัฏฐาก ซึ่งประกอบด้วยความรักและเคารพตระกูลหนึ่ง

ก็ในวันนั้น ชนทั้งหลายในตระกูลได้ปลาตะเพียนหลายตัว นั่งดูการมาแห่งพระเถระอยู่เทียว แล้วนิมนต์ให้เข้าไปข้างใน ถวายข้าวยาคูและของควรเคี้ยว เป็นต้นแล้ว ได้ถวายบิณฑบาตด้วยรสปลาตะเพียน พระเถระแสดงอาการจะนำไป พวกเขาเรียนว่า นิมนต์ฉันเถิด ท่านจักได้แม้ภัตสำหรับจะนำไป

ในเวลาเสร็จภัตกิจของพระเถระ พวกเขาได้เอาโภชนะประกอบด้วยรสปลาตะเพียน ใส่เต็มบาตรถวายแล้ว ส่วนพระเถระคิดว่าสามเณรของเราหิวแล้ว จึงได้รีบไป

แม้พระศาสดา ในวันนั้น เสวยแต่เช้าทีเดียว เสด็จไปวิหารทรงใคร่ครวญว่า บัณฑิตสามเณรให้บาตรและจีวรแก่พระอุปัชฌาย์แล้วกลับไป ด้วยตั้งใจว่าจักทำสมณธรรม กิจแห่งบรรพชิตของเธอ จักสำเร็จหรือไม่ เมื่อทรงทราบว่าสามเณรบรรลุผล ๓ อย่างแล้ว จึงทรงพิจารณาว่าอุปนิสัยแห่งพระอรหัตจะมีหรือไม่มี ทรงเห็นว่า มี แล้วทรงใคร่ครวญว่า สามเณรจักอาจบรรลุพระอรหัตก่อนภัตหรือไม่ ได้ทรงทราบว่า จักอาจ

ลำดับนั้น พระองค์ได้มีความปริวิตกอย่างนี้ว่าสารีบุตรถือภัตเพื่อสามเณร รีบมา จะพึงทำอันตรายแก่สามเณรก็ได้ เราจักนั่งถือเอาอารักขาที่ซุ้มประตู จักถามปัญหา ๔ ข้อกะเธอ เมื่อเธอแก้อยู่ สามเณรจักบรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา

แล้วจึงเสด็จไปจากวิหารนั้น ประทับยืนอยู่ที่ซุ้มประตู ตรัสถามปัญหา ๔ ข้อกะพระเถระผู้มาถึงแล้วว่า เธอได้อะไรมา พระเถระกราบทูลว่าอาหาร

ชื่อว่าอาหาร ย่อมนำอะไรมา พระเถระกราบทูลว่า เวทนา

เวทนา ย่อมนำอะไรมา พระเถระกราบทูลว่า  รูป

ก็รูป ย่อมนำอะไรมา พระเถระกราบทูลว่า  ผัสสะ

คำอธิบายในปัญหา อาหารอันคนหิวบริโภคแล้ว กำจัดความหิวของเขาแล้ว นำสุขเวทนามาให้ เมื่อสุขเวทนาเกิดขึ้นแก่ผู้มีความสุข เพราะการบริโภคอาหาร วรรณสมบัติย่อมมีในสรีระ เวทนาชื่อว่าย่อมนำรูปมาด้วยอาการอย่างนี้  ก็ผู้มีสุขเกิดสุขโสมนัส ด้วยอำนาจรูปที่เกิดจากอาหาร นอนอยู่ก็ตาม นั่งอยู่ก็ตาม ด้วยคิดว่า บัดนี้ ความยินดี เกิดแก่เราแล้ว ย่อมได้สุขสัมผัส

เมื่อพระเถระแก้ปัญหาทั้ง ๔ ข้อเหล่านี้ อย่างนั้นแล้ว สามเณรก็ได้บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา พระเถระไปเคาะประตูแล้ว สามเณรออกมารับบาตรจากมือพระเถระ วางไว้ ณ ส่วนข้างหนึ่งแล้ว จึงเอาพัดก้านตาลพัดพระเถระ พระเถระกล่าวให้สามเณรทำภัตกิจเสียเถิด

เด็กอายุ ๗ ขวบบวชแล้ว ในวันที่ ๘ บรรลุพระอรหัต เป็นเหมือนดอกปทุมที่แย้มแล้ว เมื่อทำภัตกิจแล้ว ในขณะที่เธอล้างบาตรเก็บไว้ จันทเทพบุตรปล่อยมณฑลพระจันทร์ สุริยเทพบุตรปล่อยมณฑลพระอาทิตย์ ท้าวมหาราชทั้ง ๔ เลิกอารักขาทั้ง ๔ ทิศ ท้าวสักกเทวราชเลิกอารักขาที่สายยู พระอาทิตย์เคลื่อนคล้อยไปแล้วจากที่ท่ามกลาง

ภิกษุทั้งหลายโพนทะนาว่า เงาบ่ายเกินประมาณแล้ว พระอาทิตย์เคลื่อนคล้อยไปจากที่ท่ามกลาง ก็สามเณรฉันเสร็จเดี๋ยวนี้เอง นี่เรื่องอะไรกัน

พระศาสดาทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว เสด็จมา ตรัสว่า

ในเวลาผู้มีบุญทำสมณธรรม จันทเทพบุตรฉุดมณฑลพระจันทร์รั้งไว้ สุริยเทพบุตรฉุดมณฑลพระอาทิตย์รั้งไว้ ท้าวมหาราชทั้ง ๔ ถืออารักขาทั้ง ๔ ทิศในป่าใกล้วิหาร ท้าวสักกเทวราชเสด็จมายึดอารักขาที่สายยู ถึงเราผู้มีความขวนขวายน้อยด้วยนึกเสียว่าเป็นพระพุทธเจ้า ก็ไม่อาจนั่งอยู่ได้ ยังได้ไปยึดอารักขาเพื่อบุตรของเรา ที่ซุ้มประตู

พวกบัณฑิตเห็นคนไขน้ำกำลังไขน้ำไปจากเหมือง ช่างศรกำลังดัดลูกศรให้ตรง และช่างถากกำลังถากไม้ แล้วถือเอาเหตุเท่านั้น ให้เป็นอารมณ์ ทรมานตนแล้ว ย่อมยึดเอาพระอรหัตไว้ได้ทีเดียว

เมื่อจะทรงสืบอนุสนธิแสดงธรรม ตรัสพระคาถานี้ว่า

อันคนไขน้ำทั้งหลายย่อมไขน้ำ
ช่างศรทั้งหลายย่อมดัดศร
ช่างถากทั้งหลายย่อมถากไม้
บัณฑิตทั้งหลายย่อมฝึกตน

ในเวลาจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลายมีโสดาปัตติผลเป็นต้น

 

อ่าน
คาถาธรรมบท ปัณฑิตวรรค
อรรถกถาเรื่อง บัณฑิตสามเณร

อ้างอิง
คาถาธรรมบท ปัณฑิตวรรค พระไตรปิฎก ฉบับหลวง ๒๕/๑๖/๑๘ และอรรถกถาเรื่อง บัณฑิตสามเณร พระไตรปิฎกและอรรถกถาแปล ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ ๔๑ หน้าที่ ๓๑๘-๓๔๐
ลำดับที่
30

สถานที่

นครสาวัตถี

พระไตรปิฎกเสียงชุดอื่นๆ