Skip to main content

Warning message

Mean Menu style requires jQuery library version 1.7 or higher, but you have opted to provide your own library. Please ensure you have the proper version of jQuery included. (note: this is not an error)

15. พระมหากัสสปเถระ

เหตุการณ์ ประวัติพระมหากัสสปะเถระ
Series ชุดพุทธกิจ
Track 15

บทย่อ

พระมหากัสสปเถระเป็นหนึ่งในพระอัครสาวกองค์สำคัญ ท่านได้ทำบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆ โดยสั่งสมบุญสมภารอันเป็นอุปนิสัยแห่งวิวัฏฏะไว้ในภพนั้นๆ

ในชาติสุดท้าย เป็นบุตรของกบิลพราหมณ์ แห่งกัสสปโคตร ณ บ้านมหาติตถะ แคว้นมคธ มีนามเดิมว่า ปิปผลิมาณพ ต่อมาได้แต่งงานกับนางภัททกาปิลานี แห่งตระกูลโกลิยะ ทั้งสองไม่มีใจฝักใฝ่ในโลกียวิสัย จึงเป็นสามีภรรยากันแต่เพียงในนาม ไม่ได้ข้องเกี่ยวกันในทางกามคุณ

เมื่อบิดามารดาของทั้งสองฝ่ายเสียชีวิตแล้ว ทรัพย์สมบัติของสองตระกูลก็ถูกรวมเข้าด้วยกันเป็นจำนวนมหาศาล ทั้งสองได้ยกให้แก่ญาติ บริวาร และคนยากจน แล้วออกบวชอุทิศแด่พระศาสดา 

ด้วยกำลังแห่งคุณความดี จึงเกิดแผ่นดินไหวในที่ที่คนทั้งสองพรากจากกัน ทราบไปถึงพระผู้มีพระภาคซึ่งประทับอยู่ในพระเวฬุวันวิหาร ว่าทั้งสองบวชอุทิศพระองค์ พระองค์จึงทรงสงเคราะห์คนทั้งสอง

พระผู้มีพระภาคทรงเสด็จออกจากพระคันธกุฎี ทำการต้อนรับ ๓ คาวุต นั่งขัดสมาธิอยู่ที่ควงไม้พหุปุตตนิโครธ ในระหว่างเมืองราชคฤห์กับเมืองนาลันทา ทรงถือเอาเพศของพระพุทธเจ้า ประทับนั่งเปล่งพระพุทธรัศมีประมาณ ๘๐ ศอก ทำให้ทั่วทั้งป่านั้นมีแสงสว่างเป็นอันเดียวกันด้วยสิริแห่งพระมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ  เมื่อเห็นดังนั้นท่านกัสสปะเถระประกาศว่าพระพุทธเจ้าเป็นศาสดาของตนและตนเป็นสาวกของพระผู้มีพระภาค

พระผู้มีพระภาคประทานอุปสมบทแก่พระกัสสป ด้วยโอวาท ๓ ข้อ ชื่อ โอวาทปฏิคคหณูปสัมปทา ได้แก่อุปสัมปทาที่ทรงอนุญาตแก่พระมหากัสสปเถระด้วยการรับโอวาทนี้ว่า

- เราจักเข้าไปตั้งความละอาย และความเกรงไว้ในภิกษุทั้งที่เป็นผู้เฒ่า ผู้ใหม่ ผู้ปานกลาง อย่างแรงกล้า
- เราจักฟังธรรมอันใดอันหนึ่ง ซึ่งประกอบด้วยกุศล เงี่ยหูฟังธรรมนั้นทั้งหมด ทำในใจให้สำเร็จประโยชน์ รวบรวมไว้ทั้งหมดด้วยใจ
- สติที่เป็นไปในกายของเรา ซึ่งประกอบด้วยความรำคาญ จักไม่ละเราเสีย

จากนั้นทรงทำพระเถระให้เป็นปัจฉาสมณะแล้วทรงออกเดินทาง โดยพระกัสสปเดินตามรอยพระบาทไป ในระหว่างทางพระพุทธองค์ได้ทำการแลกเปลี่ยนจีวรกันกับพระเถระ ทำให้มหาปฐพีไหวจนถึงน้ำรองแผ่นดิน เพราะเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก เนื่องจากจีวรของพระพุทธเจ้านั้น บุคคลผู้มีคุณน้อยนิดไม่สามารถครองได้ แต่ภิกษุผู้ถือบังสุกุลเป็นวัตรมาแต่เกิด ผู้ฉลาดสามารถในการบำเพ็ญปฏิบัติเท่านั้นที่ครองได้ ฝ่ายพระเถระไม่ได้ถือตัวว่าได้จีวรของพระพุทธเจ้า แต่ยิ่งทำความเพียรมากขึ้น ท่านได้สมาทานธุดงค์คุณ ๑๓ และถือมั่น ๓ ประการ คือ ถือบังสุกุลจีวร การเที่ยวบิณฑบาต และการอยู่ป่าเป็นวัตร

พระกัสสปะเป็นเสขบุคคลเพียง ๗ วัน ในวันที่ ๘ ได้บรรลุอรหัตตผล พร้อมด้วยปฏิสัมภิทา ๔ ซึ่งพระพุทธองค์ทรงสรรเสริญว่า ท่านเป็นเลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้ทรงธุดงค์

ท่านพระมหากัสสป ระลึกถึงบุพกรรมของตนในชาติก่อน ได้กล่าวถึงผลแห่งการสร้างพุทธเจดีย์ไว้ว่า

ในสมัยเมื่อพระผู้มีพระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระนิพพานแล้ว ชนทั้งหลายทำการบูชาพระศาสดา ท่านได้ทำทานก่อสร้างบุญ โดยสร้างเจดีย์อันมีค่าสูงร้อยศอก ปราสาทร้อยห้าสิบศอก ยังจิตของตนให้เลื่อมใสได้เข้าถึงไตรทศ อยู่บนวิมานอันไพบูลย์ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิครอบครองแผ่นดินในหกหมื่นกัลป์ ส่วนในภัทรกัลป์นี้ ท่านได้เป็นเหมือนอย่างนั้น ๓๓ ครั้ง เป็นพระเจ้าจักรพรรดิผู้มีกำลังมาก สมบูรณ์ด้วยรัตนะ ๗ ประการ เป็นใหญ่ในทวีปทั้ง ๔ มีความมั่งคั่ง อุดมสมบูรณ์ และได้เกิดเป็นเทวดาอีก ในภพที่สุดได้เกิดในสกุลพราหมณ์ ละเงินประมาณ ๘๐ โกฏิ แล้วออกบวช ทำให้แจ้งในคุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖

ส่วนนางภัททกาปิลานี หลังจากแยกทางกับพระมหากัสสปแล้ว ได้เดินทางไปพักอยู่ที่สำนักของปริพาชกชื่อติตถิยาราม ใกล้กับเชตวันวิหารเป็นเวลา ๕ ปี ภายหลังเมื่อพระนางมหาปชาบดีโคตมีอุปสมบทแล้ว นางภัททกาปิลานีจึงเข้ามาบวชในสำนักของภิกษุณี บำเพ็ญสมธรรมไม่นานก็ได้บรรลุอรหัตตผล พระพุทธองค์ทรงยกย่องพระภัททกาปิลานีเถรีว่า เป็นเลิศกว่าภิกษุณีทั้งปวงในฐานะผู้มีบุพเพนิวาสานุสสติญาณ